The Present Move

สมุดบันทึกการเดินทางตลอด 6 ปีของ ‘Peachful’ ศิลปินนักวาดภาพประกอบผู้สนใจจิตวิทยาและการออกแบบประสบการณ์

The Present Move | Mindful Global Citizens

หากเราพูดถึงอาชีพ ‘ศิลปิน’ หลายคนอาจมีภาพนักร้องหรือนักดนตรีผุดเข้ามาในหัว ซึ่งหากกล่าวกันตามความหมายที่แท้จริงของ ‘ศิลปิน’ แล้วพวกเขาเหล่านั้นคือกลุ่มคนที่นำเสนอความคิดสร้างสรรค์ออกมาเป็นผลงานในหลากหลายรูปแบบ

‘นักวาดภาพประกอบ’ (Illustrator) เองก็เป็นหนึ่งในนั้น และเราต่างรู้กันดีว่าอาชีพศิลปินนั้นย่อมมีการทำงานกับตัวตนของตัวเองในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง จากความชอบของคนหนึ่งเมื่อต้องนำความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้นพร้อมทั้งสกัดตัวตนบางส่วนออกมาเป็นงาน และการเดินทางของงานศิลปะไม่ต่างอะไรจากการเติบโตของใครสักคนหนึ่งที่ย่อมมี ‘วันแรก’ เป็นจุดเริ่มต้น มีอุปสรรคบางอย่างให้เราได้เรียนรู้และเติบโตจนกว่าจะถึงปลายความฝันที่ตั้งเอาไว้

The Present Move จึงชวนคุยกับ พีช-พัชณาพร วิมลสาระวงค์ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อของ ‘Peachful’ ศิลปินนักวาดภาพประกอบเจ้าของลายเส้นสุดน่ารักพร้อมด้วยนัยที่แฝงไปด้วยการฮีลใจ และ แมค-ณัฐพงศ์ วิวัฒนะประเสริฐ ผู้ร่วมก่อตั้ง ‘Peachful : Peace of mind’ 

เส้นทางการเดินทางของนักวาดภาพประกอบสายฮีลใจที่ต้องผ่านการทำงานกับตัวตนมามากมายจะเป็นอย่างไร การทำงานกับตัวตนจากภายในสู่ภายนอกสำคัญแค่ไหน ติดตามได้ตั้งแต่บรรทัดนี้เป็นต้นไป

| ‘Peachful : Peace of mind’

เส้นทางในการเป็นนักวาดภาพประกอบของพีชเริ่มต้นจากความชอบในการวาดรูปตอนอายุ 7 ขวบ ก่อนที่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 หรือก็คือเมื่อราว 6 ปีที่แล้วเธอได้ตัดสินใจเปิดเพจ ‘Peachful : Peace of Mind’ ขึ้นในช่องทางเฟซบุ๊ก 

“เราอยากตั้งชื่อที่มันเป็นอะไรที่เห็นแล้วจำได้ว่าคือเรา แล้วก็ขอให้พี่สาวช่วยคิด พี่สาวเราบอกว่าที่จริงชื่อเราเมื่อเติม adjective ‘-ful’ เข้าไปความหมายจะไปพ้องกับคำว่า ‘Peaceful’ ที่แปลว่าความสงบ แถมชื่อจริงเรา (พัชณาพร) ก็แปลว่าความสงบสุขเหมือนกัน เราชอบชื่อนี้มาก เลยตั้งชื่อเพจเป็นชื่อนี้”

สำหรับเหตุผลในการเปิดเพจ เธอมองว่าอยากมีพื้นที่สำหรับเก็บผลงานเอาไว้ราวกับเป็น portfolio ขนาดย่อมๆ รวมถึงเป็นพื้นที่ที่อยากเอาไว้ส่งต่อข้อความดีๆ ประกอบกับเรื่องราวที่วาดเอาไว้ 

ในตอนแรก Peachful : Peace of Mind จะมีสไตล์การออกแบบที่เป็นแนวกราฟิกมากหน่อย อาจด้วยเพราะการทำงานในช่วงแรกเริ่มของเธอคือการทำงานเชิงครีเอทีฟ และก่อนหน้านั้นเธอก็เรียนจบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มา แต่ก็พัฒนาลายเส้นขึ้นมาเรื่อยๆ จนมาเป็น Peachful ในปัจจุบัน โดยที่พื้นที่ในเพจก็เป็นพื้นที่ที่ดีที่ทำให้เธอได้ลองพัฒนาลายเส้นมาในรูปแบบต่างๆ จนกระทั่งออกมาเป็นตัวเองที่สุดในทุกวันนี้

นอกเหนือจากนั้น งานประจำแรกของเธอก่อนที่จะมาเป็นนักวาดภาพประกอบเต็มตัวนั้นคือการทำงานในตำแหน่ง Learning Designer ซึ่งนั่นทำให้เธอได้เรียนรู้ ‘การออกแบบประสบการณ์’ (Learning Experience) ซึ่งนั่นคือสกิลที่สำคัญที่ทำให้เธอพัฒนาต่อยอดงานศิลปะของตัวเองในแบบที่ไม่เหมือนใครเช่นกัน

“เรารู้ตัวตั้งแต่ตอนที่เราเรียนว่าช่วงที่สนุกที่สุดในการทำงานสำหรับเราคือ การคิดคอนเซ็ปต์ เช่น เวลาออกแบบบ้านในฐานะสถาปนิกเราจะจินตนาการตั้งแต่เมื่อเดินเข้าไปในบ้านหรือแวะห้องรับแขก เขาจะต้องวางกุญแจที่ไหน จะต้องมีคอนโซลที่ใช้สำหรับวางอย่างไร มันเป็นสกิลการออกแบบจากการใช้ชีวิต พฤติกรรม และความรู้สึกของแต่ละคน”

เราถามต่อถึงความเหมือน ความต่าง หรือการเชื่อมโยงระหว่างการเป็นสถาปนิกกับนักวาดภาพประกอบ เธอตอบอย่างน่าสนใจว่า กระบวนการการทำงานของสองอาชีพนี้อาจไม่ได้ต่างกันเท่าไร มีความคล้ายกันในส่วนของการทำความเข้าใจว่าคนคนนั้นมีความชอบและไลฟ์สไตล์อย่างไร แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ ‘ผลลัพธ์’ ที่จะออกมา

“เขาเป็นคนอย่างไร มีความรู้สึกนึกคิด และต้องการอะไรในชีวิต” พีชเน้นย้ำถึง 3 อย่างสำคัญในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบประสบการณ์ของคน

(ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์ Peachful Studio)

| ‘Tell your Tales’

ตอนที่ทำงานประจำแรกถึงแม้ว่าพีชจะยังจัดวางให้ศิลปะเป็นงานอดิเรกอยู่พอสมควร แต่ว่าในช่วงชีวิตในห้วงเวลานั้นเธอรู้สึกว่าเกิด ‘ภาวะบางอย่าง’ ขึ้นภายในจิตใจ 

“เหตุการณ์บางอย่างในตอนนั้นทำให้เรารู้สึกแย่และเสียใจ ตอนนั้นเราเริ่มเอาศิลปะกลับมาฮีลใจตัวเอง เพราะศิลปะคือพื้นที่หนึ่งที่เรายังรักมันอยู่ และเราไม่ได้ทำมันนานแล้ว”

นี่คือจุดเริ่มต้นของงานศิลปะเซ็ตแรกในชื่อธีมว่า Tell your tales ซึ่งมาจากการสร้างสรรค์คาแรกเตอร์หนึ่งขึ้นมา เธอนึกถึง ‘หนูน้อยหมวกแดง’ ในภาพของเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกอันกว้างใหญ่แล้วรู้สึกว่าตอนนั้นอะไรบางอย่างกำลังขาดหายไป แต่ชีวิตยังคงต้องเดินหน้าต่อ

นั่นจึงออกมาเป็นภาพ ‘A little big world’ ที่สะท้อนถึงเรื่องราวนั้น

“หลังจากนั้นคาแรกเตอร์ของหนูน้อยหมวกแดงจึงเหมือนกับเป็นตัวแทนในการบอกเล่าเรื่องราวต่อๆ ไป” พีชว่า

อีกหลายภาพที่บอกเล่าเรื่องราวของหนูน้อยหมวกแดงจึงเริ่มต้นขึ้นผ่านการที่เธอพยายามทำคอลเล็กชั่นภาพนี้ให้สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ จากการหยิบเรื่องนั้นผสมกับการบอกเล่าเรื่องราวนี้ ทั้งหมดคล้ายเป็นการออกจาก Comfort Zone ของพีชเอง รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางของ Peacchful Studio ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้

ไม่ว่าจะเป็นภาพ ‘Little Princess’ ที่บอกเล่าเรื่องราวของ ‘เจ้าหญิงน้อย’ ที่ไม่ปลูกดอกกุหลาบแล้วครอบกระจกเอาไว้หากแต่เด็ดดอกกุหลาบออกมาเลย เพื่อแสดงถึงความอยากในการครอบครองอะไรสักสิ่งอย่างหนึ่งแล้วกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ 

หรือภาพ ‘Abnormal is the normal.’ ที่บอกเล่าเรื่องราวของ ‘แกะดำ’ ว่าทุกคนมีความแตกต่างในแบบที่เป็นตัวเอง และที่จริงแล้วการเป็นแกะดำอาจจะไม่ได้ผิดแปลกอะไร

ดังที่เราเล่าไปว่าคอลเล็กชั่น Tell your tales นั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เธออยากส่งผลงานประกวดในงาน Bangkok Illustration Fair 2022 (BKKIF) ที่พีชเองก็ติดตามมานานและมีความฝันว่าในสักวันหนึ่งหากได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับงานได้ก็น่าจะดีไม่น้อย แต่ในขณะเดียวกันถึงแม้ว่าจะอยากลองส่งประกวดมากแค่ไหน แต่ความมั่นใจก็สวนทางเพราะความกลัวว่าตัวเองอาจจะยังไม่ดีพอ

“เขาบอกว่าเขาไม่ชอบการแข่งขันเพราะกลัวผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่หวัง แต่เราคิดว่าการที่จะไปถึงความสำเร็จมันต้องก้าวข้ามความกลัวตรงนั้น และหากรอให้ ‘พร้อม’ ก่อนมันก็คงไม่สุด เราเห็นเขาวาดมาตั้งนาน และรู้ว่าเขามีของเลยบอกให้ส่งไปเลย อย่างมากถ้ามันไม่ได้จริงๆ มันก็คือเท่าเดิม ไม่มีอะไรติดลบ แต่ถ้าได้มันก็เป็นโอกาสสำคัญเลยนะ” แมคเล่าเสริมถึงการให้กำลังใจพีชในตอนนั้น

ซึ่งเมื่อผลการพิจารณาออกมาว่า Peachful ได้เข้าร่วมในงานนิทรรศการครั้งนั้น เธอบอกกับเราว่าเธอดีใจมาก เพราะก่อนหน้านี้ทำงานในเชิงออนไลน์เป็นส่วนใหญ่จึงรู้สึกตื่นเต้นอย่างมากที่จะได้พบปะผู้คนและได้ออกแบบประสบการณ์ให้กับผู้คนที่เข้ามารับชมนิทรรศการของเธอแบบตัวเป็นๆ 

“เราอยากฟังเรื่องราวของคนที่กำลังมองภาพอยู่ว่าเขารู้สึกอย่างไร หรือมีความคิดอะไรบางอย่างกับมันไหม” พีชว่า

ซึ่งหลังจากงาน BKKIF 2022 นั้น Peachful ได้รับโอกาสสำคัญอย่างการไปออกแกลลอรีร่วมกับศิลปินนักวาดภาพประกอบชื่อดังอีกหลายท่านในชื่อธีมอย่าง ‘To the moon and (never) back’ โดยที่เธอได้ส่งภาพในเซ็ตที่ชื่อว่า ‘Once upon the full moon’ เข้าไปร่วมจอยในนิทรรศการนั้น ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญอีกก้าวหนึ่งของ Peachful เช่นเดียวกัน

(ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์ Peachful Studio)

| ‘Once upon the full moon’

“วันสุดท้ายของการจัดงาน BKKIF 2022 เขาประกาศผลว่าเราได้รางวัลจาก River City Bangkok และจะได้ไปจัดนิทรรศการเราดีใจมาก น้ำตาซึมเลย เพราะว่าตอนเด็กๆ เราเคยไปมิวเซียมหรือแกลอรีแล้วคิดเอาไว้ว่าถ้าอายุสัก 40 อยากทำแกลลอรี แต่นี่มันเกิดขึ้นไวกว่านั้นมาก”

“มันเหมือนเป็นพื้นที่หนึ่งที่ทำให้เราได้กลับมาวาดอะคริลิกอีกครั้ง เพราะในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมาเราแทบไม่ได้จับอะคริลิกเลย แต่ตอนนั้นก็แอบกังวลว่าจะทำได้ไหม โจทย์คือต้องเพนต์รูปประมาณ 1 เมตร ก็แอบชาเลนจ์กับเราอยู่เพราะว่าเรากลัวจะทำได้ไม่ดี”

ห้วงเวลานั้นราวกับว่าเป็นช่วง Coming of Age ของ Peachful ไม่น้อย เพราะได้รับโอกาสมาแล้วเธอก็อยากทำให้เต็มที่ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกท้าทายและเกิดอาการ Self-doubt อยู่พอสมควรเพราะไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้หรือไม่

แคนวาส 1 เมตรถือว่าใหญ่มากสำหรับเธอในจุดเริ่มต้น เธอจึงค่อยๆ เริ่มใช้วิธีการแบบ back to basic ผ่านการหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาแล้วค่อยๆ เริ่มว่าจะลงสีอะไรตามสเต็ปแรกจากที่เคยเรียนในช่วงมัธยม

“วิธีการง่ายๆ แบบนี้ช่วยเราได้มากเลย มันทำให้เราไม่ว่างเปล่าตอนที่ยืนอยู่หน้าผ้าใบเปล่าแล้ว การทำทีละขั้นตอนมันช่วยดึงโฟกัสเรากลับมาได้มาก ซึ่งช่วยลดความเครียดเราไปได้เยอะมากๆ”

“เหมือนอยู่กับปัจจุบัน ไปทีละขั้นละตอน”

สำหรับแนวคิดของ ‘Once upon the full moon’ มาจากการพัฒนาคาแรกเตอร์ของ ‘หนูน้อยหมวกแดง’ ตามแบบฉบับของ Peachful แต่ในครั้งนี้หนูน้อยมาพร้อมกับหมาป่าที่มีชีวิตแค่เพียง 1 คืนซึ่งก็คือคืนที่พระจันทร์เต็มดวง ซึ่งเธอลองตีความกลับจากเวอร์ชันของนิทานว่า ตามตำนานแล้วหมาป่ากับหนูน้อยหมวกแดงนั้นจะเป็นศัตรูกัน แต่ในครั้งนี้เอยากเธอลองนำเสนอในมุมมองที่ว่าเขาอาจจะเป็นเพื่อนกันก็ได้ และหมาป่าถึงแม้จะดูดุร้ายแต่ก็อาจจะไม่ได้ทำลายใครง่ายๆ ซึ่งการมองกันให้เข้าถึงใจนี้จะช่วยให้เราได้ค้นพบความจริงใจของใครบางคนรอบตัวเราเช่นกัน

| ‘Once upon the full moon’

ถึงแม้ว่าช่วงที่วาดชิ้นงาน Once upon the full moon พีชจะยังทำงานประจำ และทำงานศิลปะได้แค่วันหยุดเสาร์อาทิตย์และบางวันที่ลางาน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เธอตัดสินใจว่าอยากมีเวลาให้กับการทำงานศิลปะจริงๆ นั่นจึงเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่อีกครั้งในชีวิต

ถึงแม้ว่าในขณะนั้นเธอเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดและเตรียมใจมาประมาณหนึ่งแล้ว แต่เธอเล่าว่ามันก็อดเคว้งไม่ได้ ความรู้สึกไม่มั่นคงที่เกิดขึ้นเพราะความกังวลและความกลัว ตอนนั้นเธอจึงวาดรูปหนูน้อยขึ้นมา หนูน้อยคนนั้นมองไปที่นอกหน้าต่างที่ฝนกำลังโปรยปรายแล้วหยิบร่มขึ้นกางทั้งที่ตัวอยู่ในบ้าน คล้ายกับความรู้สึกไม่มั่นคงที่พีชเองกำลังรู้สึก

“เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของความกลัวจริงๆ และความกลัวเป็นเรื่องของอนาคตมากๆ ความเศร้าคือเรื่องของอดีต ส่วนปัจจุบันไม่มีอะไร มันคือที่นี่ ตรงนี้”

นั่นจึงเกิดมาเป็นคอลเล็กชั่นถัดมาในชื่อ ‘THE STORY OF SEASONS’ ที่เธออยากบอกเล่าเรื่องราวของ ‘ฤดูกาล’ ว่ามันคือเรื่องราวที่ผันผ่าน และไม่ว่าจะผลิบาน ร้อน ฝน ลม แดด เมื่อถึงวันหนึ่งทุกอย่างจะผ่านไป

สำหรับงานนี้เธอก็ได้โอกาสสำคัญจากศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ไปจัด mini exhibition ของตัวเองเป็นครั้งแรก ซึ่งแมคและพีชได้ออกไอเดียในการเปิดคอลแล็บกับนักเขียนที่มาช่วยคลี่ขยายบอกเล่าเรื่องราวของแต่ละภาพอีกด้วย เพราะอยากให้เพื่อร่วมวงการสร้างสรรค์นั้นได้เติบโตไปพร้อมๆ กัน

| การเรียนรู้จากตัวตน และเรื่องราวที่สรรค์สร้างผ่านประสบการณ์

“ตอนแรกเราไม่เคยคิดว่าการวาดรูปของเรามันจะไปถึงใจของใครสักคนได้เลย แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาขอบคุณชิ้นงานของเราว่าช่วยฮีลใจเขาได้ บางคนมาร้องไห้ที่ชิ้นงานเลยก็มี เราเลยรู้สึกดีใจมากๆ ที่งานเรามีคุณค่ากับใครสักคนหนึ่งและช่วยเยียวยาเขาจากความเศร้าได้”

“เราชอบคอนเทนต์จิตวิทยามาก และดีใจมากๆ ที่ได้เอามันมาปรับใช้กับงานจนกลายมาเป็นเราในทุกวันนี้”

พีชเล่าเสริมถึงฟีดแบ็กจากผู้รับชมที่เข้ามาขอบคุณงานของ Peachful ด้วยรอยยิ้ม แมคเองก็ไม่ต่างกัน เขายังเล่าเสริมว่ามีคนขับรถจากจังหวัดนครสวรรค์มาชมผลงานที่ TCDC ด้วย

เราถามทั้งคู่ต่อว่าในสมุดบันทึกการเดินทางเล่มนี้ หากให้นิยามการเติบโตของ Peachful ทุกวันนี้ทั้งสองคนมองว่าอย่างไรบ้าง?

“เรารู้สึกว่ามันคือการโอบรับทุกความรู้สึกทุกช่วงขณะทั้งที่เกิดขึ้นและจบไป ตั้งแต่คอลเล็กชั่นแรกจนถึงปัจจุบันนี้ทำให้เราค่อยๆ เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ซึ่งมันจะนำมาสู่การยอมรับตัวเองในที่สุด ค่อยๆ เข้าใจแต่ละช่วงวัย และมันก็คล้ายกับการถ่ายทอดเรื่องราวเพื่อที่จะเป็นประสบการณ์บางอย่างให้คนได้รับแรงบันดาลใจ” พีชว่า

“ส่วนเรามองว่า ‘การวาดรูป’ คือจุดเริ่มต้นและเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดความรู้สึกได้ดี พองานใหญ่ขึ้นเราอาจจะยิ่งต้องปล่อยวางความสมบูรณ์แบบมากขึ้น เพราะหากเรายึดติดกับความเพอร์เฟกต์มากไปอาจจะไม่มีทางเริ่มต้นอะไรใหม่ได้เลย” แมคตอบเราต่อ

“หากให้บอกอะไรกับตัวเองในช่วงเริ่มต้น เราอาจจะขอกลับไปบอกเด็กน้อยอายุ 7 ขวบคนนั้นเลยว่าสิ่งนี้ (การวาดรูป) มันมีค่ากว่าที่คิดเอาไว้มาก เพราะตอนเด็กที่เราเริ่มรู้ตัวว่าชอบศิลปะเราไม่รู้ว่าจะทำสิ่งนี้ให้มีความหมายได้อย่างไร”

มาจนถึงตอนนี้ เจ้าหนูน้อยคนนั้นมีชื่อแล้วว่า ‘น้องจิ๋ว’ (Little) ซึ่งพีชอยากวางไว้เป็นคาแรกเตอร์หลักของ Peachful ต่อไป นัยหนึ่งมาจากการที่พีชเองเป็นคนตัวเล็กแต่ใจใหญ่ น้องจิ๋วอาจเป็นตัวแทนของทั้งการเป็นคนตัวเล็กในเชิงกายภาพ และการที่ ‘รู้สึกตัวเล็ก’ จากหลากหลายสถานการณ์ในโลกอันกว้างใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันเธอก็มองว่าน้องจิ๋วเองก็ยังเป็นตัวแทนของคนที่มีความหวังที่จะผ่านเรื่องราวต่างๆ ไปได้ด้วยใจที่แข็งแกร่ง

ก่อนจะจากกัน พีชและแมคทิ้งท้ายเอาไว้ว่า Peachful Studio มีแพลนจะทำ Solo เป็นครั้งแรกช่วงกลางปีหน้า (2568) และช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่พีชกำลังพยายามทำความเข้าใจกับตัวเองมากๆ เพราะอยากให้โซโล่ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าออกมาให้ดีอย่างเต็มที่มากที่สุด 

นอกจากนี้ Peachful Studio ยังเปิดโอกาสในการเป็นทั้งเพื่อนและพื้นที่ของใครอีกหลายๆ คน รวมถึงก็อยากสร้างสรรค์แบรนด์นี้ให้มีหลายคนเข้ามามีส่วนร่วม เพราะว่านอกจากการวาดรูปแล้วนั้นยังอยากสร้างงานให้เข้าถึงจิตใจคนจริงๆ ในอีกหลากหลายแง่มุม

ถึงแม้บทสนทนานี้จะจบลง แต่การเดินทางของ Peachful ยังคงไปต่อ รวมถึงการโอบรับและเรียนรู้ตัวตนจากประสบการณ์ของเธอเช่นเดียวกัน

ติดตามผลงานของ Peachful Studio ได้ทาง
Website : https://peachfulstudio.com/
Facebook : Peachful
Instagram : @peachful.studio

Personal Boundary มีสติในความสัมพันธ์ เพื่อพื้นที่ของฉันและพื้นที่ของเธอ

สำหรับบางคน เราอาจพัฒนาความสัมพันธ์เป็นเพื่อนสนิท คนรู้ใจ คนที่เราอยากเก็บพวกเขาไว้ในชีวิต แต่ถึงกระนั้น ช่องว่างระหว่างกันก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้แต่ละคนเติบโตต่อไปได้ เปรียบดังต้นไม้ใหญ่ที่เว้นช่องว่างระหว่างกัน

โชคดีเหลือเกินที่บังเอิญได้ค้นพบ ชวนรู้จัก Serendipity ให้ความ ‘บังเอิญ’ และเรื่องที่ไม่คาดหวัง ได้มีโอกาสเข้ามาในชีวิต

เรากำลังพูดถึงแนวคิดแบบ ‘Serendipity’ หรือความรู้สึก ‘โชคดีที่บังเอิญได้พบ’ ที่ไม่ได้พูดถึงดวง หรือจักรวาลที่มอบโชคดีให้เราจากความบังเอิญ แต่เป็นการที่เรามองความบังเอิญนั้นๆ เป็นโชคดี และต่อยอดมันไปสู่อะไรบางอย่างในชีวิต

Personal Color ​เรื่องราวของ ‘สี’ ที่สัมพันธ์กับความมั่นใจ และ ‘ตัวตน’ อาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องค้นหาแต่เป็นการ ‘สร้างขึ้นมา’ 

เรื่องของ ‘สี’ มักเป็นอะไรที่สามารถลองนู่นนี่หรือเรียนรู้ได้ตลอดเวลาอยู่เสมอ ซึ่งนอกจากการจะเจอ ‘สีที่ชอบ’ แล้ว สิ่งที่หลายคนอาจมองหาคือ ‘สีที่เหมาะสม’ กับตัวเองอีกด้วย