The Present Move

รู้เท่าทัน ‘ความปรุงแต่ง’ ของจิต เพื่อพิชิตอาการ ‘จิตตุงแป่ง’

The Present Move | Mindful Global Citizens

สวัสดีเขียดผู้มีแกกทุกท่าน เชื่อว่า ‘จิตตุงแป่ง’ น่าจะเป็นคำที่หลายคนได้ยินอย่างหนาหูในช่วงเดือนที่ผ่านมา ด้วยการผวนคำที่ติดตลกอันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของคนไทย จนกลายมาเป็นคำขำขันประจำวงบทสนทนา

เราอาจจะพอรู้กันอยู่บ้างว่า ‘จิตตุงแป่ง’ เป็นคำที่ผวนมาจาก ‘จิตปรุงแต่ง’ 

ซึ่งหมายถึง การที่เราสรรค์สร้างจินตนาการเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมา โดยมีอารมณ์และความรู้สึก เช่น รัก โลภ โกรธ หลง ฯลฯ เข้าร่วมอยู่ด้วย ซึ่งบริบทที่ใช้คำนี้มักเป็นการแซวเชิงขำๆ เพื่อเป็นการบอกว่าสิ่งที่กำลังคิดหรือทำอยู่นั้นอาจไม่เป็นความจริงไปเสียทีเดียว ตัวอย่างที่เห็นภาพที่สุดที่หลายคนหยิบยกมาก็คงไม่พ้นการที่ใครสักคนบอกว่าเห็นผีหรือวิญญาณ, การกังวลว่าลางร้ายกำลังจะมาล่วงหน้าทั้งที่ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเกิด หรือกระทั่งการชงชิปคู่จิ้นในจินตนาการของเหล่าแฟนคลับหลากหลายแฟนด้อม

แต่อันที่จริงแล้ว ‘จิตปรุงแต่ง’ มีความลึกซึ้งมากกว่านั้น

หากกล่าวถึงในเชิงหลักคำสอน จิตปรุงแต่งเป็นคำสอนหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาพูดในหลายต่อหลายครั้ง เพื่อให้เรารู้เท่าทันสติและความนึกคิดของตัวเอง

รู้ว่าสิ่งใดที่ ‘เป็นจริง’ ในตอนนี้ และอะไรคือ ‘ภาพลวงตา’
เข้าใจว่าอะไรคือ ‘ความคิด’ อะไรคือ ‘ความกังวล’
ฝึกแยก ‘ข้อเท็จจริง’ กับ ‘ความคิดเห็น’ ให้ออกจากกัน
แล้วค่อยคิดพิจารณากันไปทีละส่วน

เป็นปกติธรรมดาที่ในหนึ่งวันเราจะมีหลายอารมณ์และความรู้สึก เพราะว่าตลอด 24 ชั่วโมงในแต่ละวันนั้น ก็ย่อมมีหลากหลายเหตุการณ์เข้ามากระทบ มีหลายสิ่งอย่างที่ต้องกระทำ และมีคนอีกมากหน้าหลายตาที่เราต้องพบปะและมีปฏิสัมพันธ์ด้วย

ทั้งหมดทั้งมวลล้วนก่อให้เกิดมวลความคิดและความรู้สึกที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่อะไรบางอย่างอาจไม่เป็นใจเท่าไรนัก

ในทางจิตวิทยาแนวพุทธ (Bhuddhist Psychology) ซึ่งเป็นการนำศาสตร์จิตวิทยามาผนวกกับแนวคิดทางพุทธศาสนาเพื่ออธิบายกระบวนการเกิดและการดับของความทุกข์ มีข้ออธิบายที่สอดคล้องกับสภาวะจิตปรุงแต่งเอาไว้อย่างน่าสนใจถึง ‘อุเบกขา’ (Equanimity) ที่หมายถึง สภาวะรู้เท่าทันความคิด และรับรู้ถึงการมีอยู่ของอารมณ์และความรู้สึกเหล่านั้น แต่ไม่ตกอยู่ในอำนาจความรู้สึกใดเป็นพิเศษ

(หรือเราอาจเรียกง่ายๆ เป็นภาษาชาวบ้านว่า “อย่าอินเกิน”)

โดยที่การรับรู้ดังกล่าวเราจะรับรู้ได้ผ่าน ‘อายตนะ’ ทั้ง 6 ได้แก่ ตา-ดู, หู-ฟัง, จมูก-ดมกลิ่น, ลิ้น-รับรส, กาย-สัมผัส และใจ-รู้สึก ที่ทั้งหมดนี้จะทำงานเชื่อมต่อกันกลายเป็นประสาทสัมผัสในร่างกายของเราเหล่านี้ประกอบกันผ่านการรับรู้ทุกชั่วขณะ

รู้สึก > ซึมซับ > และยอมรับ
ไปทีละขั้นตอนอย่างช้าๆ

แยกแยะให้ออกว่าสิ่งที่กำลังประสบพบเจอหรือรู้สึกในตอนนี้คืออะไร ถึงหลายสิ่งอย่างอาจเป็นอะไรที่เราควบคุมไม่ได้ และการใช้ชีวิตอย่างเท่าทันและเข้าใจความรู้สึกตัวของเราอาจทำได้ยาก

แต่การที่เรารับรู้และเข้าใจตัวเราเองอย่างดีอยู่ตลอด ก็ย่อมเป็นอะไรที่ทำให้เราหมุนตามความปรวนแปรของโลกได้ทัน โดยที่ไม่สูญเสียหรือร่วงหล่นไปจากความเป็นตัวเอง

“จิตปรุงแต่งไม่ผิด แต่ขอให้มี ‘สติรู้ตัว’ กับความคิดว่าตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงตุงแป่ง”
เป็นกำลังใจให้ชาวจิตตุงแป่งทุกคนค่ะ : D

Writer | ภาพตะวัน 

Illustrator | Arunnoon

เราจะดูแลใจอย่างไร ในโลกที่มีความแตกต่างหลากหลายมากมาย

อ่อนโยนกับตัวเองหน่อยนะ หลายคนอาจรู้สึกว่านี่เป็นประโยคที่พูดง่าย แต่ทำยากเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะในโลกที่ทุกคนกำลังวิ่งตามความสำเร็จและมาตรฐานบางอย่าง

เพราะนี่คือสิ่งที่ (นักจิตวิทยา) ไม่เคยบอก เราทุกคนล้วนเป็นใครสักคนที่อาจต้องการให้ใครอีกคนรับฟังอย่างเข้าถึงใจและไม่ใคร่ตัดสิน

เคยไหม? อยากพูดกับใครสักคนแต่ไม่รู้ว่า ‘เขาคนนั้น’ จะเป็น ‘ใคร’ในโลกที่แสนปั่นป่วนมากมายหลายเรื่องราวที่เข้ามาปะทะเราแทบไม่มีใครสักคนที่สามารถ ‘รับฟัง’ เราได้อย่างเข้าถึงใจและไม่ใคร่ตัดสิน

ล้มเหลว ไร้จุดหมาย ก็อาจแวะพักระหว่างทางได้ ชวนอ่าน ‘ร้านชำอิงอิง ที่พักพิงสำหรับผู้อ่อนล้า’ หนังสือฮีลใจคนวัยทำงาน

เพราะอะไรหลายคนถึงยอมจากบ้านเกิด เข้ามาแสวงหาความสำเร็จในเมืองใหญ่? สำหรับคนต่างจังหวัดที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงาน พอเรียนจบก็อยากทำงานหาเงิน แต่กลับบ้านเกิดไปก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรให้ทำ